วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตือนลงทุนทองคำระวังเสี่ยง-ตลาดผันผวน

เตือนลงทุนทองคำระวังเสี่ยง-ตลาดผันผวน
นางสาวจตุพร อุทัยบุรมย์ 5001208077

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนลงทุนทองคำระวังความเสี่ยง เหตุตลาดยังมีความผันผวน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า การลงทุนเกี่ยวกับทองคำในปีนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มราคาอาจปรับขึ้นได้อีกในระยะข้างหน้า แต่เตือนให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง เนื่องจากยังคงเผชิญกับความผันผวน
"ทองคำเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่นักลงทุนให้ความสนใจค่อนข้างมากในฐานะเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและเพื่อสะสมความมั่งคั่ง" เอกสารเผยแพร่ ระบุ
การลงทุนเกี่ยวกับทองคำให้อัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ โดยในปี 51 การลงทุนในทองคำให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 5.41% และปี 50 สร้างอัตราผลตอบแทนสูงถึง 30.94% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
เมื่อวันที่ 19 ก.พ.52 ราคาทองคำแท่งในตลาดโลกปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 973.85 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากราคาปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 เดือนของปี 52 ที่ระดับ 984.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.52 ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 10.65% ขณะที่ราคาทองคำแท่งของไทยก็ปรับตัวขึ้นไปสูงถึงบาทละ 16,150 บาทเลยทีเดียว
"ประชาชนค่อนข้างให้ความสนใจกับการลงทุนในทองคำอย่างเห็นได้ชัด จังหวะที่ราคาทองคำดิ่งลงไปมากก็จะเป็นช่วงที่นักลงทุนรายย่อยมีความต้องการซื้อทองคำในระดับที่สูงมากจนร้านขายทองต้องออกใบจองให้แก่ลูกค้าไว้ก่อน เนื่องจากสต็อกทองคำมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และในจังหวะที่ราคาทองคำทะยานขึ้นไปสูงก็จะเป็นช่วงที่ประชาชนแห่ขายทองเพื่อสร้างผลกำไรเป็นจำนวนมาก"
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การลงทุนในทองคำน่าจะได้รับแรงหนุนต่อไป เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะยังให้น้ำหนักการลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทนี้กันต่อไป แต่ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนคงต้องระมัดระวังเพราะการลงทุนมีความเสี่ยง และจะต้องติดตามปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำในระยะต่อไปข้างหน้า
ปัจจัยระยะสั้น ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่ยังขาดความชัดเจน โดยเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งคงจะเป็นปัจจัยกดดันต่อความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินไปยังแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่า เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินเยน
ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น และตลาดมองว่าภาวะวิกฤตต่างๆ ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ก็อาจจะทำให้นักลงทุนเริ่มหันไปสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่มองว่าราคาได้ปรับลงมามากแล้ว เช่น หุ้นในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
นอกจากนี้ นักลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพคล่องของการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้มีเงินออมหันมานิยมสะสมเงินออมในรูปทองคำมากขึ้นกว่าอดีตมากจนส่งผลกระทบต่อปริมาณทองคำที่หมุนเวียน ตลอดจนความสามารถในการรับซื้อ-ขายทองคำของร้านค้าทอง โดยเฉพาะช่วงที่ราคาผันผวนค่อนข้างสูงในปัจจุบัน
ส่วนปัจจัยระยะยาวนั้นคงจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้ออันเป็นผลจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาในอนาคต ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเงินเฟ้อในระดับสูง อาจจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำมากขึ้น นอกจากนี้จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ต่อทองคำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในอนาคต แต่อุปทานของทองคำกลับมีอยู่อย่างจำกัดก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาทองคำเติบโตไปในระยะยาวได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวอีกว่า การลงทุนในทองคำคงต้องอาศัยความระมัดระวัง เนื่องจากราคาทองคำยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนรายย่อยที่ควรให้ความระมัดระวังกับการเก็งกำไรในระยะสั้นและควรศึกษาถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ตลอดจนราคาน้ำมัน ฯลฯ เพื่อจะสามารถคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และได้ผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่าในอนาคต
แหล่งที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/
คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานเกี่ยวกับเรื่องอะไร
2.ในปี 51 การลงทุนในทองคำให้อัตราผลตอบแทนประมาณกี่%
3.ประชาชนค่อนข้างให้ความสนใจกับการลงทุนอะไร

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดทางบ.ร่วมทุน ซื้ออีลิทการ์ด 'กรณ์'ทำใจส่อยุบ

จัดทำบทความโดย
นายชนินทร์ เนติภารัตนกุล เลขทะเบียน 5001208047

เปิดทางบ.ร่วมทุน ซื้ออีลิทการ์ด 'กรณ์'ทำใจส่อยุบ

ครม. เศรษฐกิจเปิดร่างทีโออาร์ขายอีลิทการ์ด เปิดทางให้บริษัทร่วมทุนต่างชาติซื้อกิจการได้โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วและ สินทรัพย์ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท "ชุมพล" ตั้งเป้าราคาขาย 2-3 พันล้านบาท...

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้พิจารณาร่างทีโออาร์ กำหนดคุณสมบัติเอกชนที่เสนอซื้อกิจการบริษัท ไทยแลนด์พริวิเลจ การ์ด ผู้บริหารบัตรสมาชิกพิเศษอีลิทการ์ด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อกิจการต้องมีบุคลากรระดับผู้บริหารที่มีประสบการณ์ดำเนิน ธุรกิจโดยตรง หรือเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือร่วมทุนระหว่างนิติบุคคลไทยกับนิติบุคคลต่างประเทศในรูปแบบกิจการร่วม ค้า ต้องมีสถานะการเงินมั่นคง มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ในกรณีกิจการร่วมค้าโดยบริษัทหลักต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วและสินทรัพย์สุทธิไม่น้อยกว่า 50ล้านบาท

นาย ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า คาดว่ากระบวนการขายกิจการบัตรอีลิทการ์ดให้กับเอกชนจะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน หรือประมาณเดือน ก.พ. 2553 โดยมูลค่าที่คุ้มค่าต้องไม่ต่ำกว่า 2-3 พันล้านบาท เพราะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถือหุ้น 100% และลงทุนไปแล้ว 500 ล้านบาท ขณะที่มีสินทรัพย์ประมาณ 54 ล้านบาท มีหนี้สินประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ที่สำคัญกระทรวงการคลังเห็นว่าการขายบริษัทต้องมีค่า Good will หรือค่าความนิยมของบริษัทด้วย ทั้งนี้ เงื่อนไขหลักของทีโออาร์จะเป็นไปตามมติ ครม. คือ บริษัทที่สนใจซื้อกิจการต้องรับภาระทั้งหมดของบริษัท รวมถึงพนักงานไปด้วย โดยที่รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องการถือครองวีซ่าตลอดชีพ แต่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี และการอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพิเศษ

ด้าน นายกรณ์ จาติวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มูลค่าที่จะขายให้เอกชนต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีในปัจจุบัน หากไม่มีเอกชนรายใดให้ความสนใจก็ต้องยุบเลิกบริษัทและโอนให้ ททท. ดูแลสมาชิกรายเดิมตามสัญญาที่มีอยู่เดิม โดยไม่มีการขายหรือหาสมาชิกใหม่เข้า มาอีก ยอมรับว่ารัฐบาลต้องการยุบเลิกโครงการนี้ เพราะโครงการนี้ล้มเหลวมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่คิด เป็นโครงการที่ล้มเหลว ขาดทุนต่อเนื่องมาโดยตลอด ปัจจุบันมีเงินสดเหลือ 304 ล้านบาทเท่านั้นแต่ขาดทุนเป็นพันล้านบาท ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับชาติและมีปัญหาคาราคาซัง

"น่าเหลือเชื่อ ว่า เงื่อนไขที่ให้กับสมาชิกเป็นแบบตลอดชีวิตและให้ทายาทใช้ได้ต่ออีก 30 ปี ซึ่งผิดหลักการ และเป็นไปได้ว่าเป็นโครงการที่ต้องการค่าคอมมิชชั่นจากการขายโดยโฆษณาให้ ประชาชนเข้าใจว่าบัตรสมาชิกใบละ 1 ล้านบาทจะเป็นรายได้เข้าประเทศทั้งหมด แต่ที่จริงแล้วมีเงินรายได้เพียง 7 แสนบาท" นายกรณ์ กล่าว.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/53386)

คำถาม
1.ครม.เศรษฐกิจ ได้พิจารณาร่างทีโออาร์ ต้องมีมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่าเท่าไหร่
2.กระบวนการขายกิจการบัตรอีลิทการ์ดให้กับเอกชนจะแล้วเสร็จภายในกี่เดือน
3.รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องการถือครองวีซ่าตลอดชีพ แต่ต้องต่ออายุทุกกี่ปี

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แบงก์ชาติเตือนอย่าตื่นดูไบเวิลด์เลื่อนคืนหนี้

จัดทำบทความโดย
นางสาวภัทรภร วัฒนจตุรพร เลขทะเบียน 5001208045


ธปท.เตือนนักลง ทุนอย่าตื่น"ดูไบ เวิลด์" เลื่อนคืนหนี้ เหตุไทยลงทุนในดูไบน้อยมาก เวียดนามลดค่าเงิน"ดอง"ไม่กระทบส่งออกสินค้าส่วนใหญ่

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวถึงผลกระทบต่อไทยจากกรณีที่บริษัท ดูไบเวิลด์ เลื่อนการชำระหนี้ 6 เดือน ว่า คงมีไม่มาก เพราะไทยมีเงินเข้าไปลงทุนในดูไบเพียงเล็กน้อยจากการลงทุนของสถาบันการเงิน บางแห่ง

ขณะที่ตรงกันข้ามดูไบมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า เช่น บริษัทประกันภัย แต่ถือว่าไม่มีนัยสำคัญ

ส่วนกรณีที่ประเทศเวียดนามปรับลดค่าเงินดองนั้น ค่าเงินดองไม่ใช่เงินสกุลสำคัญในภูมิภาค โดยสินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่ค้าขายในตลาดโลกด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการส่งออกของเวียดนามจะได้เปรียบจากกา รวมถึงการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นของเวียดนามก็ได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำ

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปการพัฒนาสินค้าของไทยกับเวียดนามไม่ใช่คู่ แข่งกันอยู่แล้ว จึงขอให้อย่าตกใจเกินเหตุและไม่จำเป็นต้องออกมาตรการออกมาดูแลเป็นพิเศษ

ชี้สถาบันการเงินลงทุนตราสารดูไบเวิลด์แค่140ล้าน$

นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีที่บริษัทดูไบเวิลด์ เลื่อนการชำระหนี้ออกไป 6 เดือน พบว่าเงินลงทุนที่ไปลงทุนในตราสารทางการเงินในดูไบ มีประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยมาก ซึ่งหากประเมินสัดส่วนการลงทุนที่อยู่ในสถาบันการเงินต่าง ๆ ถือว่าน้อยมากเช่นกัน

ส่วนผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างที่เข้าไปรับงานก่อสร้างในดูไบก็มีจำนวน ไม่มาก ดังนั้น กรณีของดูไบเวิลด์จึงไม่น่าเป็นห่วงและไม่น่าจะมีปัญหาต่อไทย

สำหรับกรณีที่ประเทศเวียดนามลดค่าเงินดอง ธปท. ประเมินว่า ผลกระทบในระยะสั้นจะมีต่อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว เนื่องจากประเทศเวียดนามเป็นคู่แข่งของไทย แต่เนื่องจากสินค้าของข้าวไทยกับเวียดนามมีคุณภาพแตกต่างกัน จึงเจาะตลาดคนละกลุ่ม ขณะที่ความต้องการข้าวในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง แต่ผลผลิตข้าวมีปริมาณจำกัด เพราะหลายประเทศได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

ดังนั้น ยังถือว่าผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคายังมีไม่มาก แต่ในระยะยาวผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้แรงงานผลิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ต้องมีการปรับตัว โดยการปรับปรุงคุณภาพสินค้า หาตลาดใหม่ เพราะไทยเสียเปรียบด้านราคา

ที่มา :http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091130/88936/แบงก์ชาติเตือนอย่าตื่นดูไบเวิลด์เลื่อนคืนหนี้.html

คำถาม
1.ประเทศใดลดค่าเงินเพื่อข้อได้เปรียบของการส่งออก
2.เงินลงทุนที่ไปลงทุนในตราสารทางการเงินในดูไบ มีประมาณเท่าใหร่
3.ดูไบเวิลด์ เลื่อนการชำระหนี้เป็นระยะเวลาเท่าใด

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กสท.เตรียมกู้เงิน 2 หมื่นล้าน รับมือกม.คลื่นความถี่

จัดทำบทความโดย
นายชนินทร์ เนติภารัตนกุล เลขทะเบียน 5001208047

เรื่อง กสท.เตรียมกู้เงิน 2 หมื่นล้าน รับมือกม.คลื่นความถี่


กสท. เตรียมกู้เงิน 20,000 ล้านบาท สำรองเงินไว้รับมือกฎหมายคลื่นความถี่ผ่าน เพราะรายได้จะหายไป 20,000 ล้านบาท อีกทั้งเตรียมการรับมือประมูล3จี และซื้อกิจการฮัทช์ จ่ายหัวเว่ย พร้อมควักปันผลพิเศษ 1,240 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กสท เห็นชอบแผนธุรกิจเพื่อพลิกฟื้นฐานะการเงินของ กสท ปี 2553-2557 เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และรองรับการขาดสภาพคล่องคล่องทางการเงิน โดยได้เตรียมแผนการกู้เงินสำรอง (เครดิต ไลน์) วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในระหว่างปี 2553 -2557 อีกทั้งยังเป็นเตรียมความพร้อมและรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอัน ใกล้ ได้แก่ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ... มาตรา 78 ระบุว่าให้กสท.นำเงินรายได้จากค่าสัมปทานส่งให้รัฐทั้งหมด ซึ่งหากพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในปีหน้า ก็จะทำให้รายได้ที่มาจากสัมปทานของกสท.หายไปเกือบ 20,000 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังผลกระทบจากการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ซึ่งก็จะมีการแข่งขันที่รุนแรง และทำให้รายได้กสทลดลง อีกทั้งต้องเตรียมเงินไว้ลงทุนในโครงการโครงข่ายใยแก้วนำแสงทั่วประเทศ (ไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์) มูลค่า 6,000 ล้านบาท การซื้อหุ้นในบริษัท ฮัทชิสัน จำกัด เพื่อรวมโครงข่ายโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอให้เป็นโครงข่ายเดียวกันทั่ว ประเทศ รวมถึงการจ่ายค่าก่อสร้างโครงข่ายซีดีเอ็มเอให้กับบริษัท หัวเว่ย จำกัด ที่ค้างจ่ายกว่า 5,616 ล้านบาท เป็นต้น ดังนั้นกสท จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านการเงินทุนไว้

“การยืนกู้เครดิตไลน์ จะต้องนำเรื่องเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงการคลัง ถึงแนวทางการดำเนินการ ส่วนจะออกเป็นตราสารหนี้ หรือออกเป็นพันธบัตรนั้น คงต้องรอหารือกับกระทรวงไอซีทีและกระทรวงการคลังก่อน ซึ่งกสทจะต้ออธิบายให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้เงิน และที่ผ่านมากสทไม่มีการกู้เงิน และไม่มีหนี้ เพราะที่ผ่านมาฐานะการเงินของกสทยังดีอยู่ แต่ขณะนี้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ทำให้กสทต้องมีแผนสำรอง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้” นายกฤษดา กล่าว

กรรมการ บริษัท กสท. กล่าวต่อว่า บอร์ดยังอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลพิเศษ เพื่อชดเชยรายได้จากการยกเว้นภาษีสรรพาสามิต สำหรับงวดไตรมาส 3 วงเงิน 1,240 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น 100% ซึ่งเป็นไปตามมติครม. ที่เมื่อมีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต กสทจะต้องจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กระทรวงการคลัง

นายกฤษดา กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน บอร์ดได้ให้ฝ่ายบริหารไปจ้างที่ปรึกษามาดำเนินการ ว่าจะแปรสัญญาในรูปแบบใด ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะต้องได้ที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ยอมรับว่าการแปรสัญญาสัมปทานเป็นที่ยุ่งยาก มีหลายขั้นตอน หลายรูปแบบ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร หากจะเป็นแปลงสัญญาสัมปทานเป็นหุ้น หรือค่าเช่า ก็ต้องมีการตีมูลค่า ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีทราบมูลค่าแต่อย่างใด ส่วนกรณีข้อพิพาทระหว่างกสท.กับหัวเว่ย เรื่องการส่งมอบงานล่าช้า และกสท.ไม่จ่ายเงินให้หัวเว่ย ขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะอยู่ในขั้นตอนของศาล อย่างไรก็ตามกสท.จะจ่ายเงินเฉพาะค่าจ้าง แต่จะไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 700 ล้านบาท ตามคำร้องของหัวเว่ยอย่างแน่นอน ทั้งนี้ตั้งแต่หัวเว่ยเป็นผู้ก่อสร้างโครงข่ายซีดีเอ็มเอ 51 จังหวัด มูลค่า 7,200 ล้านบาท แต่กสท.จ่ายให้หัวเว่ยเพียงงวดเดียวเท่านั้น

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/49166)

คำถาม
1.กสท.เตรียมกู้เงินเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่
2.ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายให้บริษัท หัวเว่ย จำกัด เป็นเงินจำนวนเท่าไหร่
3.แผนกู้เงินนี้เพื่อเป็นเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในปีใด