วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตือนลงทุนทองคำระวังเสี่ยง-ตลาดผันผวน

เตือนลงทุนทองคำระวังเสี่ยง-ตลาดผันผวน
นางสาวจตุพร อุทัยบุรมย์ 5001208077

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนลงทุนทองคำระวังความเสี่ยง เหตุตลาดยังมีความผันผวน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า การลงทุนเกี่ยวกับทองคำในปีนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มราคาอาจปรับขึ้นได้อีกในระยะข้างหน้า แต่เตือนให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง เนื่องจากยังคงเผชิญกับความผันผวน
"ทองคำเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่นักลงทุนให้ความสนใจค่อนข้างมากในฐานะเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและเพื่อสะสมความมั่งคั่ง" เอกสารเผยแพร่ ระบุ
การลงทุนเกี่ยวกับทองคำให้อัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ โดยในปี 51 การลงทุนในทองคำให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 5.41% และปี 50 สร้างอัตราผลตอบแทนสูงถึง 30.94% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
เมื่อวันที่ 19 ก.พ.52 ราคาทองคำแท่งในตลาดโลกปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 973.85 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากราคาปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 เดือนของปี 52 ที่ระดับ 984.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.52 ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 10.65% ขณะที่ราคาทองคำแท่งของไทยก็ปรับตัวขึ้นไปสูงถึงบาทละ 16,150 บาทเลยทีเดียว
"ประชาชนค่อนข้างให้ความสนใจกับการลงทุนในทองคำอย่างเห็นได้ชัด จังหวะที่ราคาทองคำดิ่งลงไปมากก็จะเป็นช่วงที่นักลงทุนรายย่อยมีความต้องการซื้อทองคำในระดับที่สูงมากจนร้านขายทองต้องออกใบจองให้แก่ลูกค้าไว้ก่อน เนื่องจากสต็อกทองคำมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และในจังหวะที่ราคาทองคำทะยานขึ้นไปสูงก็จะเป็นช่วงที่ประชาชนแห่ขายทองเพื่อสร้างผลกำไรเป็นจำนวนมาก"
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การลงทุนในทองคำน่าจะได้รับแรงหนุนต่อไป เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะยังให้น้ำหนักการลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทนี้กันต่อไป แต่ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนคงต้องระมัดระวังเพราะการลงทุนมีความเสี่ยง และจะต้องติดตามปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำในระยะต่อไปข้างหน้า
ปัจจัยระยะสั้น ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่ยังขาดความชัดเจน โดยเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งคงจะเป็นปัจจัยกดดันต่อความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินไปยังแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่า เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินเยน
ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น และตลาดมองว่าภาวะวิกฤตต่างๆ ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ก็อาจจะทำให้นักลงทุนเริ่มหันไปสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่มองว่าราคาได้ปรับลงมามากแล้ว เช่น หุ้นในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
นอกจากนี้ นักลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพคล่องของการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้มีเงินออมหันมานิยมสะสมเงินออมในรูปทองคำมากขึ้นกว่าอดีตมากจนส่งผลกระทบต่อปริมาณทองคำที่หมุนเวียน ตลอดจนความสามารถในการรับซื้อ-ขายทองคำของร้านค้าทอง โดยเฉพาะช่วงที่ราคาผันผวนค่อนข้างสูงในปัจจุบัน
ส่วนปัจจัยระยะยาวนั้นคงจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้ออันเป็นผลจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาในอนาคต ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเงินเฟ้อในระดับสูง อาจจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำมากขึ้น นอกจากนี้จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ต่อทองคำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในอนาคต แต่อุปทานของทองคำกลับมีอยู่อย่างจำกัดก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาทองคำเติบโตไปในระยะยาวได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวอีกว่า การลงทุนในทองคำคงต้องอาศัยความระมัดระวัง เนื่องจากราคาทองคำยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนรายย่อยที่ควรให้ความระมัดระวังกับการเก็งกำไรในระยะสั้นและควรศึกษาถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ตลอดจนราคาน้ำมัน ฯลฯ เพื่อจะสามารถคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และได้ผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่าในอนาคต
แหล่งที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/
คำถามท้ายเรื่อง
1.บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานเกี่ยวกับเรื่องอะไร
2.ในปี 51 การลงทุนในทองคำให้อัตราผลตอบแทนประมาณกี่%
3.ประชาชนค่อนข้างให้ความสนใจกับการลงทุนอะไร

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดทางบ.ร่วมทุน ซื้ออีลิทการ์ด 'กรณ์'ทำใจส่อยุบ

จัดทำบทความโดย
นายชนินทร์ เนติภารัตนกุล เลขทะเบียน 5001208047

เปิดทางบ.ร่วมทุน ซื้ออีลิทการ์ด 'กรณ์'ทำใจส่อยุบ

ครม. เศรษฐกิจเปิดร่างทีโออาร์ขายอีลิทการ์ด เปิดทางให้บริษัทร่วมทุนต่างชาติซื้อกิจการได้โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วและ สินทรัพย์ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท "ชุมพล" ตั้งเป้าราคาขาย 2-3 พันล้านบาท...

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้พิจารณาร่างทีโออาร์ กำหนดคุณสมบัติเอกชนที่เสนอซื้อกิจการบริษัท ไทยแลนด์พริวิเลจ การ์ด ผู้บริหารบัตรสมาชิกพิเศษอีลิทการ์ด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อกิจการต้องมีบุคลากรระดับผู้บริหารที่มีประสบการณ์ดำเนิน ธุรกิจโดยตรง หรือเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือร่วมทุนระหว่างนิติบุคคลไทยกับนิติบุคคลต่างประเทศในรูปแบบกิจการร่วม ค้า ต้องมีสถานะการเงินมั่นคง มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ในกรณีกิจการร่วมค้าโดยบริษัทหลักต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วและสินทรัพย์สุทธิไม่น้อยกว่า 50ล้านบาท

นาย ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า คาดว่ากระบวนการขายกิจการบัตรอีลิทการ์ดให้กับเอกชนจะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน หรือประมาณเดือน ก.พ. 2553 โดยมูลค่าที่คุ้มค่าต้องไม่ต่ำกว่า 2-3 พันล้านบาท เพราะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถือหุ้น 100% และลงทุนไปแล้ว 500 ล้านบาท ขณะที่มีสินทรัพย์ประมาณ 54 ล้านบาท มีหนี้สินประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ที่สำคัญกระทรวงการคลังเห็นว่าการขายบริษัทต้องมีค่า Good will หรือค่าความนิยมของบริษัทด้วย ทั้งนี้ เงื่อนไขหลักของทีโออาร์จะเป็นไปตามมติ ครม. คือ บริษัทที่สนใจซื้อกิจการต้องรับภาระทั้งหมดของบริษัท รวมถึงพนักงานไปด้วย โดยที่รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องการถือครองวีซ่าตลอดชีพ แต่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี และการอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพิเศษ

ด้าน นายกรณ์ จาติวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มูลค่าที่จะขายให้เอกชนต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีในปัจจุบัน หากไม่มีเอกชนรายใดให้ความสนใจก็ต้องยุบเลิกบริษัทและโอนให้ ททท. ดูแลสมาชิกรายเดิมตามสัญญาที่มีอยู่เดิม โดยไม่มีการขายหรือหาสมาชิกใหม่เข้า มาอีก ยอมรับว่ารัฐบาลต้องการยุบเลิกโครงการนี้ เพราะโครงการนี้ล้มเหลวมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่คิด เป็นโครงการที่ล้มเหลว ขาดทุนต่อเนื่องมาโดยตลอด ปัจจุบันมีเงินสดเหลือ 304 ล้านบาทเท่านั้นแต่ขาดทุนเป็นพันล้านบาท ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับชาติและมีปัญหาคาราคาซัง

"น่าเหลือเชื่อ ว่า เงื่อนไขที่ให้กับสมาชิกเป็นแบบตลอดชีวิตและให้ทายาทใช้ได้ต่ออีก 30 ปี ซึ่งผิดหลักการ และเป็นไปได้ว่าเป็นโครงการที่ต้องการค่าคอมมิชชั่นจากการขายโดยโฆษณาให้ ประชาชนเข้าใจว่าบัตรสมาชิกใบละ 1 ล้านบาทจะเป็นรายได้เข้าประเทศทั้งหมด แต่ที่จริงแล้วมีเงินรายได้เพียง 7 แสนบาท" นายกรณ์ กล่าว.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/53386)

คำถาม
1.ครม.เศรษฐกิจ ได้พิจารณาร่างทีโออาร์ ต้องมีมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่าเท่าไหร่
2.กระบวนการขายกิจการบัตรอีลิทการ์ดให้กับเอกชนจะแล้วเสร็จภายในกี่เดือน
3.รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องการถือครองวีซ่าตลอดชีพ แต่ต้องต่ออายุทุกกี่ปี