วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แบงก์ชาติเตือนอย่าตื่นดูไบเวิลด์เลื่อนคืนหนี้

จัดทำบทความโดย
นางสาวภัทรภร วัฒนจตุรพร เลขทะเบียน 5001208045


ธปท.เตือนนักลง ทุนอย่าตื่น"ดูไบ เวิลด์" เลื่อนคืนหนี้ เหตุไทยลงทุนในดูไบน้อยมาก เวียดนามลดค่าเงิน"ดอง"ไม่กระทบส่งออกสินค้าส่วนใหญ่

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวถึงผลกระทบต่อไทยจากกรณีที่บริษัท ดูไบเวิลด์ เลื่อนการชำระหนี้ 6 เดือน ว่า คงมีไม่มาก เพราะไทยมีเงินเข้าไปลงทุนในดูไบเพียงเล็กน้อยจากการลงทุนของสถาบันการเงิน บางแห่ง

ขณะที่ตรงกันข้ามดูไบมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า เช่น บริษัทประกันภัย แต่ถือว่าไม่มีนัยสำคัญ

ส่วนกรณีที่ประเทศเวียดนามปรับลดค่าเงินดองนั้น ค่าเงินดองไม่ใช่เงินสกุลสำคัญในภูมิภาค โดยสินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่ค้าขายในตลาดโลกด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการส่งออกของเวียดนามจะได้เปรียบจากกา รวมถึงการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นของเวียดนามก็ได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำ

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปการพัฒนาสินค้าของไทยกับเวียดนามไม่ใช่คู่ แข่งกันอยู่แล้ว จึงขอให้อย่าตกใจเกินเหตุและไม่จำเป็นต้องออกมาตรการออกมาดูแลเป็นพิเศษ

ชี้สถาบันการเงินลงทุนตราสารดูไบเวิลด์แค่140ล้าน$

นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีที่บริษัทดูไบเวิลด์ เลื่อนการชำระหนี้ออกไป 6 เดือน พบว่าเงินลงทุนที่ไปลงทุนในตราสารทางการเงินในดูไบ มีประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยมาก ซึ่งหากประเมินสัดส่วนการลงทุนที่อยู่ในสถาบันการเงินต่าง ๆ ถือว่าน้อยมากเช่นกัน

ส่วนผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างที่เข้าไปรับงานก่อสร้างในดูไบก็มีจำนวน ไม่มาก ดังนั้น กรณีของดูไบเวิลด์จึงไม่น่าเป็นห่วงและไม่น่าจะมีปัญหาต่อไทย

สำหรับกรณีที่ประเทศเวียดนามลดค่าเงินดอง ธปท. ประเมินว่า ผลกระทบในระยะสั้นจะมีต่อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว เนื่องจากประเทศเวียดนามเป็นคู่แข่งของไทย แต่เนื่องจากสินค้าของข้าวไทยกับเวียดนามมีคุณภาพแตกต่างกัน จึงเจาะตลาดคนละกลุ่ม ขณะที่ความต้องการข้าวในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง แต่ผลผลิตข้าวมีปริมาณจำกัด เพราะหลายประเทศได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

ดังนั้น ยังถือว่าผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคายังมีไม่มาก แต่ในระยะยาวผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้แรงงานผลิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ต้องมีการปรับตัว โดยการปรับปรุงคุณภาพสินค้า หาตลาดใหม่ เพราะไทยเสียเปรียบด้านราคา

ที่มา :http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091130/88936/แบงก์ชาติเตือนอย่าตื่นดูไบเวิลด์เลื่อนคืนหนี้.html

คำถาม
1.ประเทศใดลดค่าเงินเพื่อข้อได้เปรียบของการส่งออก
2.เงินลงทุนที่ไปลงทุนในตราสารทางการเงินในดูไบ มีประมาณเท่าใหร่
3.ดูไบเวิลด์ เลื่อนการชำระหนี้เป็นระยะเวลาเท่าใด

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กสท.เตรียมกู้เงิน 2 หมื่นล้าน รับมือกม.คลื่นความถี่

จัดทำบทความโดย
นายชนินทร์ เนติภารัตนกุล เลขทะเบียน 5001208047

เรื่อง กสท.เตรียมกู้เงิน 2 หมื่นล้าน รับมือกม.คลื่นความถี่


กสท. เตรียมกู้เงิน 20,000 ล้านบาท สำรองเงินไว้รับมือกฎหมายคลื่นความถี่ผ่าน เพราะรายได้จะหายไป 20,000 ล้านบาท อีกทั้งเตรียมการรับมือประมูล3จี และซื้อกิจการฮัทช์ จ่ายหัวเว่ย พร้อมควักปันผลพิเศษ 1,240 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กสท เห็นชอบแผนธุรกิจเพื่อพลิกฟื้นฐานะการเงินของ กสท ปี 2553-2557 เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และรองรับการขาดสภาพคล่องคล่องทางการเงิน โดยได้เตรียมแผนการกู้เงินสำรอง (เครดิต ไลน์) วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในระหว่างปี 2553 -2557 อีกทั้งยังเป็นเตรียมความพร้อมและรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอัน ใกล้ ได้แก่ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ... มาตรา 78 ระบุว่าให้กสท.นำเงินรายได้จากค่าสัมปทานส่งให้รัฐทั้งหมด ซึ่งหากพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในปีหน้า ก็จะทำให้รายได้ที่มาจากสัมปทานของกสท.หายไปเกือบ 20,000 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังผลกระทบจากการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ซึ่งก็จะมีการแข่งขันที่รุนแรง และทำให้รายได้กสทลดลง อีกทั้งต้องเตรียมเงินไว้ลงทุนในโครงการโครงข่ายใยแก้วนำแสงทั่วประเทศ (ไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์) มูลค่า 6,000 ล้านบาท การซื้อหุ้นในบริษัท ฮัทชิสัน จำกัด เพื่อรวมโครงข่ายโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอให้เป็นโครงข่ายเดียวกันทั่ว ประเทศ รวมถึงการจ่ายค่าก่อสร้างโครงข่ายซีดีเอ็มเอให้กับบริษัท หัวเว่ย จำกัด ที่ค้างจ่ายกว่า 5,616 ล้านบาท เป็นต้น ดังนั้นกสท จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านการเงินทุนไว้

“การยืนกู้เครดิตไลน์ จะต้องนำเรื่องเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงการคลัง ถึงแนวทางการดำเนินการ ส่วนจะออกเป็นตราสารหนี้ หรือออกเป็นพันธบัตรนั้น คงต้องรอหารือกับกระทรวงไอซีทีและกระทรวงการคลังก่อน ซึ่งกสทจะต้ออธิบายให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้เงิน และที่ผ่านมากสทไม่มีการกู้เงิน และไม่มีหนี้ เพราะที่ผ่านมาฐานะการเงินของกสทยังดีอยู่ แต่ขณะนี้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ทำให้กสทต้องมีแผนสำรอง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้” นายกฤษดา กล่าว

กรรมการ บริษัท กสท. กล่าวต่อว่า บอร์ดยังอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลพิเศษ เพื่อชดเชยรายได้จากการยกเว้นภาษีสรรพาสามิต สำหรับงวดไตรมาส 3 วงเงิน 1,240 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น 100% ซึ่งเป็นไปตามมติครม. ที่เมื่อมีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต กสทจะต้องจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กระทรวงการคลัง

นายกฤษดา กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน บอร์ดได้ให้ฝ่ายบริหารไปจ้างที่ปรึกษามาดำเนินการ ว่าจะแปรสัญญาในรูปแบบใด ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะต้องได้ที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ยอมรับว่าการแปรสัญญาสัมปทานเป็นที่ยุ่งยาก มีหลายขั้นตอน หลายรูปแบบ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร หากจะเป็นแปลงสัญญาสัมปทานเป็นหุ้น หรือค่าเช่า ก็ต้องมีการตีมูลค่า ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีทราบมูลค่าแต่อย่างใด ส่วนกรณีข้อพิพาทระหว่างกสท.กับหัวเว่ย เรื่องการส่งมอบงานล่าช้า และกสท.ไม่จ่ายเงินให้หัวเว่ย ขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะอยู่ในขั้นตอนของศาล อย่างไรก็ตามกสท.จะจ่ายเงินเฉพาะค่าจ้าง แต่จะไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 700 ล้านบาท ตามคำร้องของหัวเว่ยอย่างแน่นอน ทั้งนี้ตั้งแต่หัวเว่ยเป็นผู้ก่อสร้างโครงข่ายซีดีเอ็มเอ 51 จังหวัด มูลค่า 7,200 ล้านบาท แต่กสท.จ่ายให้หัวเว่ยเพียงงวดเดียวเท่านั้น

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/49166)

คำถาม
1.กสท.เตรียมกู้เงินเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่
2.ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายให้บริษัท หัวเว่ย จำกัด เป็นเงินจำนวนเท่าไหร่
3.แผนกู้เงินนี้เพื่อเป็นเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในปีใด